7 นิสัยของคนที่ชีวิตกลางๆ ที่ชอบทำร้ายเราเงียบๆ . เช้านี้เบ้นนั่งดูคลิป The 7 Silent Killers of Success เป็นคลาสสิกทอล์กของ Jim Rohn . สิ่งที่ชอบคือเขาไม่ได้พูดเรื่องเทคนิคความสำเร็จ ไม่ได้พูดเรื่อง Productivity Hack ไม่ได้พูดเรื่องตื่นตี 5 แล้วชีวิตจะเปลี่ยน . แต่เขาพูดถึงสิ่งที่น่ากลัวกว่านั้น คือ Attitude Disease . โรคทางทัศนคติ ที่ไม่ได้ฆ่าเราทีเดียว แต่มันค่อยๆกัดชีวิตเราแบบช้าๆ . เรายังทำงานอยู่ ยังดูเหมือนพยายามอยู่ ยังดูเหมือนมีเป้าหมายอยู่ แต่ข้างในค่อยๆรั่ว . เหมือนเรือที่ไม่ได้พังเพราะพายุ แต่พังเพราะมีรูเล็กๆใต้ท้องเรือ . Jim Rohn บอกว่า โลกมันอันตรายพออยู่แล้ว เราเลยต้องไม่ใช่แค่ฉลาด แต่ต้องระวังด้วยว่า ทัศนคติแบบไหนกำลังทำลายสิ่งดีๆที่เราเริ่มไว้ . มาดู 7 Silent Killers of Success แบบเอามาคิดกับชีวิตจริงได้เลย #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป ===================== [1] Indifference (ความเฉยชา) . Jim Rohn เรียกมันว่า 'การยักไหล่ให้ชีวิต' . คือไม่ได้แย่ ไม่ได้พัง ไม่ได้หมดหวัง แต่ก็ไม่ได้อินอะไรกับสิ่งที่ตัวเองทำ . ทำงานไปงั้นๆ เรียนไปงั้นๆ ทำนู้นทำนี้ไปงั้นๆ อยู่ในความสัมพันธ์ไปงั้นๆ . น่ากลัวตรงที่มันดูไม่ร้ายแรง แต่มันคือจุดเริ่มต้นของการ Drift . Jim Rohn พูดประโยคนึงโคตรแรง . You cannot drift to the top of the mountain. เราไม่สามารถลอยไปถึงยอดเขาได้ ยอดเขาไม่เคยให้รางวัลกับคนที่แค่ปล่อยชีวิตไหลไปเรื่อยๆ . บางคนรอว่า ถ้าได้งานที่ดีกว่านี้ เดี๋ยวจะตั้งใจ ถ้าได้โอกาสที่ดีกว่านี้ เดี๋ยวจะจริงจัง ถ้าได้ชีวิตที่พร้อมกว่านี้ เดี๋ยวจะใส่เต็ม . แต่ Jim Rohn บอกว่า นั่นคือ Delusion(ภาพลวงตา) . ไม่ใช่ว่าเราต้องได้ที่ที่ดีก่อน แล้วเราค่อยใส่เต็มที่ แต่ต้องใส่เต็มในที่ที่เราอยู่ก่อน แล้วมันจะพาเราไปเจอที่ที่ดีกว่า . Whatever you are doing, pour it on. ไม่ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เทมันลงไปให้สุดก่อน . เพราะการใส่เต็มจะให้คำตอบสองแบบ หนึ่ง มันเปิดประตูใหม่ให้เรา สอง มันทำให้เรารู้เร็วขึ้นว่าสิ่งนี้ไม่ใช่ทางของเรา . แต่ความเฉยชาไม่ให้อะไรเลย นอกจากชีวิตที่ค่อยๆจืดลงทุกวัน --- [2] Indecision (การตัดสินใจไม่ได้) . โรคที่สองคือ Mental Paralysis สมองเป็นอัมพาตจากการเลือกไม่ได้ . หลายคนไม่ได้ขาดโอกาส ไม่ได้ขาดความสามารถ แต่ขาดการตัดสินใจ . ยืนอยู่บนรั้ว แล้วบอกตัวเองว่า ขอคิดอีกนิด ขอหาข้อมูลอีกหน่อย ขอรอให้มั่นใจกว่านี้ . แต่ปัญหาคือ ชีวิตไม่หยุดรอให้เราชัดเจนกับเส้นทางของตัวเอง . Jim Rohn บอกว่า ถ้ายืนอยู่บนรั้วนานเกินไป สุดท้ายไม่ต้องสนแล้วว่าจะลงฝั่งไหน แค่ลงมาก่อน . เพราะถ้าเลือกผิด อย่างน้อยเราจะรู้เร็วขึ้นว่าผิด . ชีวิตที่มีรสชาติ คือชีวิตที่ตัดสินใจเยอะ บางการตัดสินใจถูก บางการตัดสินใจผิด แต่ทุกการตัดสินใจให้ Feedback . คนที่ไม่ตัดสินใจ ไม่ได้ปลอดภัยกว่า แค่ไม่มีข้อมูลใหม่ให้ชีวิตตัวเอง อันนี้จุกมากสำหรับยุคนี้ เพราะเรามีข้อมูลเยอะจนตัดสินใจน้อยลง . ดูรีวิวจนไม่ซื้อ เรียนคอร์สจนไม่เริ่ม วางแผนจนไม่ลงมือ คิดคอนเทนต์จนไม่โพสต์ . สุดท้ายไม่ได้แพ้เพราะเลือกผิด แต่แพ้เพราะไม่เคยเลือกอะไรจริงๆ --- [3] Doubt (ความสงสัยในตัวเอง) . Jim Rohn บอกว่า Doubt เหมือนโรคระบาด โดยเฉพาะ Self-Doubt . สงสัยว่าตัวเองทำได้ไหม สงสัยว่าเราดีพอไหม สงสัยว่าเราจะไปได้ไกลแค่ไหน สงสัยว่าคนแบบเรามีสิทธิ์สำเร็จจริงเหรอ . ถ้ามันเกิดเป็นครั้งคราว ยังพอเข้าใจได้ แต่ถ้ามันกลายเป็นนิสัย มันจะค่อยๆตัดอนาคตเราออกทีละชิ้น . เพราะ Self-Doubt ไม่ได้แค่ทำให้เรารู้สึกแย่ แต่มันทำให้เราไม่กล้าเริ่ม ไม่กล้าขาย ไม่กล้าขึ้นราคา ไม่กล้าโพสต์ ไม่กล้าออกจากเกมเดิม . แล้วพอเราไม่เริ่ม เราก็ไม่มีหลักฐานว่าตัวเองทำได้ พอไม่มีหลักฐาน เราก็ยิ่งไม่เชื่อตัวเอง . เป็น Loop นรกมาก Jim Rohn บอกว่า ให้พลิกเหรียญนี้อีกด้าน Become a believer. . เริ่มจากเชื่อในตัวเองก่อน ไม่ใช่เชื่อแบบหลอกตัวเองว่าเราเก่งที่สุดในโลก แต่เชื่อว่าเรามีสิทธิ์พัฒนาได้ . Self-worth คือจุดเริ่มต้นของ Progress ถ้าเรามองตัวเองเป็นคนที่ไม่มีค่า เราจะไม่กล้าลงทุนกับตัวเอง ไม่กล้าปกป้องเวลา ไม่กล้าสร้างชีวิตที่ดีกว่าเดิม . บางทีสิ่งแรกที่ต้องแก้ ไม่ใช่ Skill แต่คือภาพที่เรามีต่อตัวเอง --- [4] Worry (ความกังวล) . Jim Rohn บอกว่าเขาเคยเป็น Super Worrier ไม่ใช่ Super Warrior (โครตนักรบ) Super Worrier คนที่กังวลเก่งมาก 55555 . กังวลเรื่องเงิน กังวลเรื่องอนาคต กังวลเรื่องคนอื่นคิดยังไง กังวลเรื่องถ้าพลาดขึ้นมาจะเป็นยังไง . ความกังวลมันโหดเหี้ยมตรงที่ มันทำให้เราทรมานกับปัญหาที่ยังไม่เกิด เหมือนจ่ายดอกเบี้ยล่วงหน้า ให้หนี้ที่เราอาจไม่ได้เป็นด้วยซ้ำ . Jim Rohn บอกว่า ชีวิตที่ดีไม่ใช่ชีวิตที่ไม่มี Challenge ไม่ใช่ชีวิตที่ไม่มี Difficulty แต่คือชีวิตที่ Free of Worry (อิสระจากความกังวล) . ยังมีปัญหาอยู่ ยังมีงานยากอยู่ ยังมีความเสี่ยงอยู่ แต่เราไม่เอามันมาฉายซ้ำในหัวจนหมดแรงก่อนลงสนาม ความกังวลไม่ได้แก้ปัญห มันแค่กินพลังที่เราควรใช้แก้ปัญหา . บางทีเราคิดว่าเรากำลังเตรียมตัว แต่จริงๆเรากำลังซ้อมพังในหัวตัวเอง และถ้าซ้อมคิดว่าชีวิตเราพังจนกังวลมากๆ ชีวิตจริงก็เริ่มอ่อนแรงตามไปด้วย --- [5] Overcaution (ระวังเกินไปจนไม่กล้าใช้ชีวิต) . Jim Rohn บอกว่า บางคนไม่มีวันมีชีวิตที่ใหญ่กว่านี้ เพราะเขาระวังเกินไป แน่นอนประมาทก็อันตราย แต่ การใช้ชีวิตแบบขี้ขลาด ก็อันตรายไม่แพ้กัน ทุกอย่างมีความเสี่ยง . เริ่มธุรกิจเสี่ยง ลงทุนเสี่ยง ย้ายงานเสี่ยง รักใครสักคนก็เสี่ยง แต่ Jim Rohn ตบหน้าพวกเราเบาว่าๆ If you think trying is risky, wait till they hand you the bill for not trying. ถ้าคิดว่าการลองมันเสี่ยง ลองรอดูบิลของการไม่ลองก่อน . บิลนั้นอาจชื่อว่า Regret(ความเสียใจ) . บางคนไม่ได้เจ็บเพราะล้ม แต่เจ็บเพราะวันหนึ่งมองย้อนกลับไปแล้วรู้ว่า ชีวิตเราเล็กกว่าที่ควรจะเป็น เพราะเราเลือกปลอดภัยตลอดเวลา . Jim Rohn บอกว่า อย่าขอชีวิตที่มีแต่ Security ขอชีวิตที่มี Adventure . เพราะปลอดภัยเกินไป บางทีมันไม่ใช่ชีวิต มันคือการถูกห่อไว้ในผ้าขาว มีคนเอาข้าวมาให้วันละสามมื้อ อยู่ได้ถึง 100 ปี แต่ไม่ได้ใช้ชีวิตจริงๆ . แรงมาก 55555 . ชีวิตไม่ได้ต้องบ้าบิ่น แต่ต้องมีสนามให้เราได้เสี่ยงแบบฉลาดบ้าง เพราะการเติบโตไม่มีทางเกิดในมุมที่ปลอดภัยตลอดไป --- [6] Pessimism (การมองโลกแย่เป็นนิสัย) . Pessimist คือคนที่มองหาเหตุผลว่าทำไมมันจะไม่เวิร์ก . เห็นโอกาส ก็เห็นปัญหาก่อน เห็นคนทำได้ ก็หาข้อเสียก่อน เห็นไอเดียใหม่ ก็รีบหยิบเหตุผลว่าทำไมพังแน่ๆ . Jim Rohn บอกว่า คนแบบนี้ไม่ได้มองพระอาทิตย์ตก เขามองฝุ่นบนกระจก . โลกเดียวกัน วิวเดียวกัน เหตุการณ์เดียวกัน แต่คนสองคนเห็นคนละอย่าง . คนหนึ่งเห็นโอกาส อีกคนเห็นแต่ข้อบกพร่อง . Jim Rohn บอกว่า ชีวิตเราไม่ได้ถูกกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเดียว แต่ถูกกระทบจากวิธีที่เราคิดว่าสิ่งนั้นคืออะไร . The way we think things are affects us most. . นี่คือเหตุผลที่เขาพูดเรื่อง Mental Factory . จิตใจเราเหมือนโรงงาน อะไรก็ตามที่เราเอาเข้าไปทุกวัน มันจะกลายเป็นวัตถุดิบของชีวิต . ถ้าเราใส่แต่ข่าวร้าย ดราม่า ความกลัว คอนเทนต์ขยะ ความคิดของคนแพ้ . แล้วคาดหวังว่าจะสร้างชีวิตที่แข็งแรง มันก็เหมือนพยายามทำเค้กด้วยปูนซีเมนต์ ทำยังไงก็อร่อยยาก 55555 . Jim Rohn เลยบอกว่า Stand guard at the door of your mind. ยืนเฝ้าประตูใจตัวเอง อย่าให้ใครเอาอะไรมาทิ้งในหัวเราง่ายๆ เพราะสุดท้าย เราต้องอยู่กับผลลัพธ์ของสิ่งที่เราอนุญาตให้เข้ามา --- [7] Complaining (การบ่น) การบ่น การคร่ำครวญ การโวยวายกับชีวิต . เขาบอกว่า ใช้เวลา 5 นาทีบ่น เราก็เสียไปแล้ว 5 นาที และอาจเริ่มโรคร้ายทางเศรษฐกิจบางอย่างในตัวเอง . เพราะการบ่นทำให้เรารู้สึกเหมือนได้ปลดปล่อย แต่จริงๆมันมักทำให้เราติดอยู่กับเรื่องเดิม . บ่นเรื่องลูกค้า บ่นเรื่องตลาด บ่นเรื่อง Algorithm บ่นเรื่องเศรษฐกิจ บ่นว่าคนอื่นโชคดีกว่า . บางเรื่องจริง โลกไม่แฟร์จริง ตลาดไม่ง่ายจริง คนบางคนได้เปรียบกว่าเราจริง . แต่คำถามคือ บ่นแล้วเรามีอำนาจเพิ่มขึ้นไหม ถ้าไม่มันอาจเป็นแค่การเอาพลังชีวิตไปเผาทิ้ง คนที่อยากโตต้องระวังมาก เพราะการบ่นอาจกลายเป็น Identity . จากคนที่เจอปัญหา กลายเป็นคนที่นิยามตัวเองผ่านปัญหา และพอเรากลายเป็นคนแบบนั้น อนาคตก็เริ่มไม่อยากเข้าใกล้เรา ===================== #สรุปแบบลงดาบ . Jim Rohn ไม่ได้บอกว่า ความสำเร็จพังเพราะเราไม่เก่ง หรือไม่ฉ,าดพอ หรือมันจะพังเพราะเราไม่มีโอกาส หรือพังเพราะโลกไม่ยุติธรรมอย่างเดียว . แต่หลายครั้งมันพังเพราะ Attitude Disease (โรคทัศนคติป่วย) . เฉยชา ตัดสินใจไม่ได้ สงสัยในตัวเอง กังวลเกินไป ระวังจนไม่กล้า มองโลกแย่เป็นนิสัย และบ่นจนเสียพลังชีวิต . สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ดูน่ากลัวในวันแรก แต่มันค่อยๆกัดกินอนาคตเรา . เหมือนสนิม ไม่ได้ทำให้เหล็กหักทันที แต่มันกินจากข้างในเรื่อยๆ จนวันหนึ่งของที่ควรแข็งแรง กลับเปราะแบบไม่รู้ตัว . 7 Silent Killers จริงๆสรุปอีกรอบแบบลงดาบจริงๆ . [1] Indifference - อย่าปล่อยชีวิตไหล [2] Indecision - ตัดสินใจ แล้วเรียนรู้จาก Feedback [3] Doubt - เชื่อว่าตัวเองพัฒนาได้ [4] Worry - อย่าใช้พลังไปกับปัญหาที่ยังไม่เกิด [5] Overcaution - ระวังได้ แต่อย่ากลัวชีวิต [6] Pessimism - เฝ้าประตูใจตัวเอง [7] Complaining - บ่นให้น้อย ลงมือให้มาก . และบทเรียนที่เบ้นชอบที่สุดคือ . เราไม่สามารถ Drift ไปถึงยอดเขาได้ . ชีวิตที่ดีไม่ได้เกิดจากการลอยไปเรื่อยๆ แต่มันเกิดจากการเลือก เลือกคิด เลือกทำ เลือกเชื่อ เลือกเสี่ยง เลือกเลิกบ่น และเลือกใส่เต็มกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า . บางทีศัตรูของความสำเร็จ ไม่ได้เสียงดังเหมือนความล้มเหลว แต่มันเงียบเหมือนนิสัยเล็กๆที่เรายอมให้มันอยู่กับเรานานเกินไป
